ทัวร์จีน เที่ยวChina Elite The Best of Beijing 5D4N
สุดยอดของโปรแกรมปักกิ่ง “(เที่ยว) ครบ (เต็ม) อิ่ม (พัก) หรู” เยือนแผ่นดินถิ่นมังกร ดินแดนแห่งอารยธรรมนับพันปี ดีไซน์การเดินทางอย่างสร้างสรรค์ นั่งกระเช้าสู่ กำแพงเมืองจีน 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก สัมผัสช่วงเวลาการเยือนกำแพงเมืองจีน ที่มีสีสันมากที่สุด ในบรรยากาศความโรแมนติคกับใบไม้แดง ตื่นตากับการแสดงสุดอลังการ กายกรรมปักกิ่ง เอาใจเหล่านักshopping ถนนหวังฝูจิ่ง-ถนนโบราณเฉียนเหมิน-ตลาดรัสเซีย เสิร์ฟอาหารเลิศรส หมูหัน – เป็ดปักกิ่ง – ซีฟู้ดกุ้งมังกร - บุฟเฟ่ต์ระดับ 6 ดาว GOLDEN JAGUAR พักโรงแรมระดับ 5 ดาว MARRIOTT BEIJING NORTHEAST HOTEL พร้อม เดินทางสะดวก โดย สายการบินไทย และการบริการสุดตราตรึง http://www.eliteholidaythai.com Tour China ท่องเที่ยวChina มังกรสุดยิ่งใหญ่ จุดศูนย์กลางแห่งมหาอำนาจทุกด้าน ต้นกำเนิดอารยธรรมแสนมหัศจรรย์ และประเพณีนิยมที่ฝั่งรากไปทั่วแผ่นดิน
Showing posts with label ทัวร์จีน. Show all posts
Showing posts with label ทัวร์จีน. Show all posts
หังโจว ซูโจว อู่ซี ท้องถิ่นทิศตะวันออก ของจีน
“บนฟากฟ้ามีสรวงสรรค์ บนผืนปฐพีมีซูโจวและหังโจว” เป็นวรรคที่เลื่องลือมากในกวีบทหนึ่งโดย หยางเซ่าหยิง (Yang Chaoying ค.ศ.1271-1368) กวีสมัยราชวงศ์หยวน บทกวีนี้ได้การอธิบายถึงความเป็นเลื่องลือของเมืองหังโจว ซูโจว อูซี และเส้าซิง นับแต่สมัยราชวงศ์ซ้องใต้เป็นต้นมา และเมืองที่กล่าวมานี้เป็นเมืองที่มีคลองจักรพรรดิตัดผ่าน
ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 12 ราชสำนักประเทศจีนพ่ายแพ้ต่อ “ชนป่าเถื่อนทางตอนเหนือ” และได้ถอยร่นลงมายังเมืองนูเจิน (Nuzhen) ในปี ค.ศ.1138 มีการสถาปนาดินแดนแห่งใหม่ซึ่งมีชื่อว่า อณาจักรซ้องใต้ขึ้น โดยมีเมืองหังโจวเป็น “ฐานชั่วคราว” (หรือที่เรียกว่าซิงไจ้ Xingzai) เมืองหังโจวในฐานะของจุดรวมของอณาจักรจีนในยุตนี้ได้เติบโตและมีพัฒนาการ เนื่องจากการอพยพข้าวของข้าราชการนักปราชญ์ปริมาณมาก เมืองนี้เป็นเมืองที่ป้อมปราการป้องกันการบุกรุกของคู่ต่อสู้นับแต่สมัยราชวงศ์ถัง
คลองจักรพรรดินี้มีที่มาจากสมัยราชวงศ์โจวตะวันออก (ค.ศ.770-256 ก่อนปีคริสตกาลนับแต่คริสต์ศตวรรษที่ 13 เป็นต้นมา คลองสายนี้ได้รับการขยายจนมีความยาวกว่า 1,100 ไมล์ (1,800 กิโลเมตร) โดยตัดผ่านมณฑลเจ่อเจียนและเจียนสู ไปยังเมืองปักกิ่งและเชื่อมแม่น้ำสี่สายคือ เซียนทังเจียง (Qiantangjian) หยางจือเจียง (Yangzijiang) ไหวเหอ (Huaihe) และฮวงโห (Huanghe) กษัตริย์แห่งรัฐอู่ได้มีพระราชโองการให้ขุดคลองนี้จากเมืองซูโจวไปถึงแม่น้ำแยงซีเพื่อเตรียมรับศึกสงคราม คลองดังกล่าวสร้างเสร็จในปี 495 ก่อนคริสต์ศักราช และมีความยาว 53 ไมล์ (85 กิโลเมตร)
เพียงอีกไม่กี่ปีต่อมา คลองสายนี้ได้ต่อยาวออกโดยเชื่อมเมืองหยางโจวเข้ากับแม่น้ำ 2 สายคือ แม่น้ำแยงซีและแม่น้ำไหวเหอทางภาคเหนือ ตำนานหนึ่งกล่าวว่า จักรพรรดิหยางตี้แห่งราชวงศ์สุย ผู้ครองราชย์ระหว่างปีค.ศ.605-618 ได้มีพระราชโองการให้เชื่อมคลองเข้ากับเมืองหยางโจว โดยทรงเชื่อว่าคลองนี้จะทำให้พระองค์ได้ชมมาลีสวรรค์ที่มีชื่อว่า ดอกช่วง (qiong) อย่างไรก็ดี ดอกไม้นี้ได้เหี่ยวเฉาไปก่อนที่พระองค์จะได้ยล แต่พระองค์ก็ได้ทรงบัญชาให้ขุดคลองนี้ต่อโดยเชื่อมเมืองลั่วหยาง ซึ่งเป็นราชธานีในขณะนั้นเข้ากับเมืองปักกิ่งทางตอนเหนือ และแม่น้ำไหวเหอทางทิศหรดี นอกจากนี่ยังทรงดำริให้ขุดคลองนี้เชื่องแม่น้ำเจินเจียงกับเมืองหังโจว การขุดคลองซึ่งเป็นเครือข่ายยาวราว 1,700 ไมล์ (2,700 กิโลเมตร) ในครั้งนี้ส่งผลให้ลั่วหยางมีทางติดต่อกับพื้นที่ทางภาคเหนือและปักษ์ใต้ซึ่งมีสภาพเศรษฐกิจที่ดียิ่ง เครื่องราชบรรณาการต่างๆ ได้รับการขนส่งมายังเมืองลั่วหยางโดยอาศัยเส้นทางนี้ การขนส่งพืชผลต่างๆก็ล้วนแต่ใช้คลองสายนี้ เช่น ธัญพืช (ซึ่งมีพื้นที่เจินเจียง-เจียงสูเป็นแหล่งเก็บเกี่ยวข้าวถึงปีละสามครั้ง) ผ้าไหม เครื่องเคลือบ และผลผลิตอื่นๆซึ่งราชสำนักต้องการ
ราชวงศ์หยวน (ค.ศ.1271-1368) ซึ่งเป็นราชวงศ์ที่ย้ายราชธานีมายังเมืองปักกิ่ง ได้สั่งการขุดเครือข่ายคลองนี้เพื่อเพิ่มเชื่อราชธานีเข้ากับเมืองหังโจวโดยตรงการขุดคลองในครั้งนี้ได้ลดระยะที่ต้องเดินทางระหว่างเมืองทั้งสองถึง 620-1,100 ไมล์ (1,000-1,800 กิโลเมตร) ประจุบันมีการศึกษาความเป้นไปได้ในการพัฒนาคลองสายนี้ สำหรับนักท่องเที่ยวคลองสายนี้มิได้เป็นเพียงจุดเยี่ยมชมที่น่าสนใจ หากยังเป็นที่ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถลงเรือชมคลองได้อีกด้วย เป็นโอกาสที่จะได้เห็นชีวิตผู้คนอีกรูปแบบหนึ่ง
เมืองหังโจวได้ถูกกล่าวไว้ในบทกวีหลายบทที่แต่งขึ้นสมัยราชวงศ์ถัง (ค.ศ.618-907) เช่นในงานกวีของไป๋จูยี่ (Bai Juyi ค.ศ.772-846) กวีผู้นี้ได้กลายเป็นผู้ว่าราชการเมืองในปีค.ศ.882 และเป็นผู้สั่งการสร้างเขื่อกั้นน้ำที่ ทะเลสาบตะวันตก Wake Lake หรือซีหู (Xihu) เขื่อนนี้มีชื่อว่าไป๋ตี้ (Baidi) จากชื่อของผู้ว่าฯไป๋จูยี่ กวีหญิง หลี่ซิงเจ้า ซึ่งมีชีวิตอยู่ในราวปี ค.ศ.1084-1151 ได้เขียนกลอนขึ้นหลายบทด้วยแรงผลักดันที่ได้จากความงามอันหลากสีสันของเมืองหังโจว หังโจวได้กลายเป็นเมืองที่โด่งดังก้องโลกในสมัยราชวงศ์ซ้องไต้ (ค.ศ 1127-1279) สมัยนี้อาณาประชาราษฎร์ของเมืองหังโจวได้เพิ่มขึ้นจากเดิม ซึ่งน้อยกว่าห้าแสนคนเป็นจำนวนกว่าล้านคน และทำให้เมืองหังโจวเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดเมืองหนึ่งในโลก อย่างไรก็ดีเมืองหังโจวถูกทำลายเสียกายจนเกือบหมดสิ้นในช่วงครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 19 ในช่วงเหตุการณ์กบฏไท่ผิง เมืองหังโจวในสมัยนี้แทบจะไม่มีร่องรอยของเมืองที่เคยมีนามห้องโลกหลงเหลืออยู่เลย ที่มา : http://merrybrighttravel.com
ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 12 ราชสำนักประเทศจีนพ่ายแพ้ต่อ “ชนป่าเถื่อนทางตอนเหนือ” และได้ถอยร่นลงมายังเมืองนูเจิน (Nuzhen) ในปี ค.ศ.1138 มีการสถาปนาดินแดนแห่งใหม่ซึ่งมีชื่อว่า อณาจักรซ้องใต้ขึ้น โดยมีเมืองหังโจวเป็น “ฐานชั่วคราว” (หรือที่เรียกว่าซิงไจ้ Xingzai) เมืองหังโจวในฐานะของจุดรวมของอณาจักรจีนในยุตนี้ได้เติบโตและมีพัฒนาการ เนื่องจากการอพยพข้าวของข้าราชการนักปราชญ์ปริมาณมาก เมืองนี้เป็นเมืองที่ป้อมปราการป้องกันการบุกรุกของคู่ต่อสู้นับแต่สมัยราชวงศ์ถัง
คลองจักรพรรดินี้มีที่มาจากสมัยราชวงศ์โจวตะวันออก (ค.ศ.770-256 ก่อนปีคริสตกาลนับแต่คริสต์ศตวรรษที่ 13 เป็นต้นมา คลองสายนี้ได้รับการขยายจนมีความยาวกว่า 1,100 ไมล์ (1,800 กิโลเมตร) โดยตัดผ่านมณฑลเจ่อเจียนและเจียนสู ไปยังเมืองปักกิ่งและเชื่อมแม่น้ำสี่สายคือ เซียนทังเจียง (Qiantangjian) หยางจือเจียง (Yangzijiang) ไหวเหอ (Huaihe) และฮวงโห (Huanghe) กษัตริย์แห่งรัฐอู่ได้มีพระราชโองการให้ขุดคลองนี้จากเมืองซูโจวไปถึงแม่น้ำแยงซีเพื่อเตรียมรับศึกสงคราม คลองดังกล่าวสร้างเสร็จในปี 495 ก่อนคริสต์ศักราช และมีความยาว 53 ไมล์ (85 กิโลเมตร)
เพียงอีกไม่กี่ปีต่อมา คลองสายนี้ได้ต่อยาวออกโดยเชื่อมเมืองหยางโจวเข้ากับแม่น้ำ 2 สายคือ แม่น้ำแยงซีและแม่น้ำไหวเหอทางภาคเหนือ ตำนานหนึ่งกล่าวว่า จักรพรรดิหยางตี้แห่งราชวงศ์สุย ผู้ครองราชย์ระหว่างปีค.ศ.605-618 ได้มีพระราชโองการให้เชื่อมคลองเข้ากับเมืองหยางโจว โดยทรงเชื่อว่าคลองนี้จะทำให้พระองค์ได้ชมมาลีสวรรค์ที่มีชื่อว่า ดอกช่วง (qiong) อย่างไรก็ดี ดอกไม้นี้ได้เหี่ยวเฉาไปก่อนที่พระองค์จะได้ยล แต่พระองค์ก็ได้ทรงบัญชาให้ขุดคลองนี้ต่อโดยเชื่อมเมืองลั่วหยาง ซึ่งเป็นราชธานีในขณะนั้นเข้ากับเมืองปักกิ่งทางตอนเหนือ และแม่น้ำไหวเหอทางทิศหรดี นอกจากนี่ยังทรงดำริให้ขุดคลองนี้เชื่องแม่น้ำเจินเจียงกับเมืองหังโจว การขุดคลองซึ่งเป็นเครือข่ายยาวราว 1,700 ไมล์ (2,700 กิโลเมตร) ในครั้งนี้ส่งผลให้ลั่วหยางมีทางติดต่อกับพื้นที่ทางภาคเหนือและปักษ์ใต้ซึ่งมีสภาพเศรษฐกิจที่ดียิ่ง เครื่องราชบรรณาการต่างๆ ได้รับการขนส่งมายังเมืองลั่วหยางโดยอาศัยเส้นทางนี้ การขนส่งพืชผลต่างๆก็ล้วนแต่ใช้คลองสายนี้ เช่น ธัญพืช (ซึ่งมีพื้นที่เจินเจียง-เจียงสูเป็นแหล่งเก็บเกี่ยวข้าวถึงปีละสามครั้ง) ผ้าไหม เครื่องเคลือบ และผลผลิตอื่นๆซึ่งราชสำนักต้องการ
ราชวงศ์หยวน (ค.ศ.1271-1368) ซึ่งเป็นราชวงศ์ที่ย้ายราชธานีมายังเมืองปักกิ่ง ได้สั่งการขุดเครือข่ายคลองนี้เพื่อเพิ่มเชื่อราชธานีเข้ากับเมืองหังโจวโดยตรงการขุดคลองในครั้งนี้ได้ลดระยะที่ต้องเดินทางระหว่างเมืองทั้งสองถึง 620-1,100 ไมล์ (1,000-1,800 กิโลเมตร) ประจุบันมีการศึกษาความเป้นไปได้ในการพัฒนาคลองสายนี้ สำหรับนักท่องเที่ยวคลองสายนี้มิได้เป็นเพียงจุดเยี่ยมชมที่น่าสนใจ หากยังเป็นที่ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถลงเรือชมคลองได้อีกด้วย เป็นโอกาสที่จะได้เห็นชีวิตผู้คนอีกรูปแบบหนึ่ง
เมืองหังโจวได้ถูกกล่าวไว้ในบทกวีหลายบทที่แต่งขึ้นสมัยราชวงศ์ถัง (ค.ศ.618-907) เช่นในงานกวีของไป๋จูยี่ (Bai Juyi ค.ศ.772-846) กวีผู้นี้ได้กลายเป็นผู้ว่าราชการเมืองในปีค.ศ.882 และเป็นผู้สั่งการสร้างเขื่อกั้นน้ำที่ ทะเลสาบตะวันตก Wake Lake หรือซีหู (Xihu) เขื่อนนี้มีชื่อว่าไป๋ตี้ (Baidi) จากชื่อของผู้ว่าฯไป๋จูยี่ กวีหญิง หลี่ซิงเจ้า ซึ่งมีชีวิตอยู่ในราวปี ค.ศ.1084-1151 ได้เขียนกลอนขึ้นหลายบทด้วยแรงผลักดันที่ได้จากความงามอันหลากสีสันของเมืองหังโจว หังโจวได้กลายเป็นเมืองที่โด่งดังก้องโลกในสมัยราชวงศ์ซ้องไต้ (ค.ศ 1127-1279) สมัยนี้อาณาประชาราษฎร์ของเมืองหังโจวได้เพิ่มขึ้นจากเดิม ซึ่งน้อยกว่าห้าแสนคนเป็นจำนวนกว่าล้านคน และทำให้เมืองหังโจวเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดเมืองหนึ่งในโลก อย่างไรก็ดีเมืองหังโจวถูกทำลายเสียกายจนเกือบหมดสิ้นในช่วงครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 19 ในช่วงเหตุการณ์กบฏไท่ผิง เมืองหังโจวในสมัยนี้แทบจะไม่มีร่องรอยของเมืองที่เคยมีนามห้องโลกหลงเหลืออยู่เลย ที่มา : http://merrybrighttravel.com
ตงเป่ยนครที่เย็นทางตอนเหนือของกรุงปักกิ่ง
ตงเป่ยเมืองที่หนาวทางภาคเหนือของกรุงปักกิ่ง
พื้นที่ทางตอนเหนือของกรุงปักกิ่งคือเขตที่ราบตอนเหนือ (North China Plain) อันอุดมในเขตมณฑลเหลี่ยวหนิง (Liaoning) มณฑลจิหลิน (Jilin) และมณฑลเอยหลงเจียง (Heilongjiang) เขตแห่งนี้มีพรมแดนทางประจิมคือเขตทุ่งหญ้าสเต็ปแห่งมองโกเลีย และพรมแดนทางทิศตะวันตกคือคาบสมุทรเกาหลี ชื่อเดิมของเขตนี้คือแมนจูเรีย (Manchuria) ในสมัยราชวงศ์ชิงที่ชาวแมนจูมีบารมีในราชบัลลังค์ประเทศจีน ชาวฮั่นถูกกีดกันไม่ให้เข้ามาตั้งถิ่นที่อยู่อาศัยอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ ข้อบังคับนี้มีผลถึงกลางศตวรรษที่แล้วเนื่องด้วยความกดดันจากจำนวนมวลชนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และความโกลาหลอันเกิดจากกบฏไท่ผิง (1850-1864) ส่งผลให้เกิดการอพยพย้ายถิ่นฐานของคนจีนฮั่นเข้ามาพื้นที่นี้ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นได้พยายามแยกดินแดนแห่งนี้ออกจากการครอบครองของจีน โดยตั้งคณะรัฐบาลหุ่นเชิดที่มีปูยีจักรพรรดิองค์สุดท้ายของเมืองจีนเป็นผู้นำ ปัจจุบันตงเป่ยมีประชากรประมาณ 100 ล้านคน
คุณสามรถเดินทางจากกรุงปักกิ่งไปยังตงเป่ยได้โดยใช้เส้นทางรถไฟทรานส์-ไซบีเรีย (trans-Siberia Railway) รถไฟสายนี้เส้นที่ผ่านเมืองฉางชุน (Changchun) วิ่งเข้าสู่เมืองจิหลิน (Jilin) และเมืองฮาร์บิ้น (Harbin) ในขณะที่เส้นทางผ่านเมืองชิชิฮาร์ (Qiqihair) จะตัดไปยังเมืองไฮลาร์ (Hailar) และเมืองมันโจวหลี่ (Manzhouli) ซึ่งเป็นเมืองชายแดนของประเทศจีนก่อนเข้าสู่เขตแดนของม่านเหล็ก เมืองเซินหยาง (Shenyang) นครหลวงของมณฑลเหลี่ยวหนิง อยู่ห่างจากปักกิ่งไป 520 ไมล์ (840 กิโลเมตร) และใช้เวลาดำเนินประมาณ12 ชั่วโมง โดยรถด่วนแต่ใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงครึ่งโดยทางอากาศ เส้นทางรถไฟนี้วิ่งขนานชายฝั่งของทะเลป๋อไห่ (Bohai) เป็นช่วงยาวโดยผ่าน เมืองเป่ยไดเหอ (Beidaihe) เมืองตากอากาศชายทะเล และเมือง ซิงเชิง (Xingcheng) ซึ่งเป็นเมืองพักผ่อนอีกแห่งและเป็นเมืองเก่าแก่มีมาแต่สมัยราชวงศ์หมิง ช่วงเวลาที่ดีที่สุดหากต้องการเดินทางไปยังเมืองเซินหยางและเมืองอื่นๆในอีสานของเมืองจีนคือในช่วงคิมหันต์ เนื่องจากมีเหมันต์ซึ่งกินเวลายาวนานมีความหนาวเย็นมากในปัจจุบันเซินหยางมีพลเรือน 4.5 ล้านคน และมีชื่อในภาษาแมนจูว่า มุคเดน (Mukden) เมืองเซินหยางเป็นเมืองชุมทางของเส้นทางคมนาคมสายต่างๆ ในเขตตะวันออกเฉียงเหนือของจัน และเป็นเมืองอุตสาหรรมที่มีความสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของมณฑลที่มีความเป็นมาอันยาวนาน สมัยราชวงศ์ซ้องเมืองนี้กลายเป็นเมืองจุดศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนซื้อขายปศุสัตว์ซึ่งหมู่ชนเร่ร่อนเป็นผู้เพาะพันธุ์และนำมาขายในสมัยราชวงศ์ชิงของชาวแมนจู ทุกวันนี้ชาวแมนจูกว่าครึ่งหนึ่งของชาวแมนจูทั้งหมดในจีนอาศัยอยู่ในมณฑลนี้ ชาวแมนจูไม่ได้รับสิทธิในฐานะชนหมู่น้อยจวบจน ค.ศ.1970 เนื่องจากถือกันว่าเป็นกลุ่มชนเดียวกับชนกลุ่มใหญ่ของประเทศ มณฑลเหลี่ยวหนิงมีหน่วยดูแลตนเองอยู่หลายแห่ง ซึ่งโดยมากเป็นหน่วยปกครองตนเองของชาวแมนจู ซึ่งมีการจัดแสดงแบบพื้นเมืองให้ต่างชาติที่เดินทางเข้าไปท่องเที่ยวเข้าชม พิพิธภัณฑ์ศิลปะและขนมธรรมเนียมแมนจู (Museum of Manchu Art and Culture)
ที่มา : http://merrybrighttravel.com/TourChina.html
พื้นที่ทางตอนเหนือของกรุงปักกิ่งคือเขตที่ราบตอนเหนือ (North China Plain) อันอุดมในเขตมณฑลเหลี่ยวหนิง (Liaoning) มณฑลจิหลิน (Jilin) และมณฑลเอยหลงเจียง (Heilongjiang) เขตแห่งนี้มีพรมแดนทางประจิมคือเขตทุ่งหญ้าสเต็ปแห่งมองโกเลีย และพรมแดนทางทิศตะวันตกคือคาบสมุทรเกาหลี ชื่อเดิมของเขตนี้คือแมนจูเรีย (Manchuria) ในสมัยราชวงศ์ชิงที่ชาวแมนจูมีบารมีในราชบัลลังค์ประเทศจีน ชาวฮั่นถูกกีดกันไม่ให้เข้ามาตั้งถิ่นที่อยู่อาศัยอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ ข้อบังคับนี้มีผลถึงกลางศตวรรษที่แล้วเนื่องด้วยความกดดันจากจำนวนมวลชนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และความโกลาหลอันเกิดจากกบฏไท่ผิง (1850-1864) ส่งผลให้เกิดการอพยพย้ายถิ่นฐานของคนจีนฮั่นเข้ามาพื้นที่นี้ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นได้พยายามแยกดินแดนแห่งนี้ออกจากการครอบครองของจีน โดยตั้งคณะรัฐบาลหุ่นเชิดที่มีปูยีจักรพรรดิองค์สุดท้ายของเมืองจีนเป็นผู้นำ ปัจจุบันตงเป่ยมีประชากรประมาณ 100 ล้านคน
คุณสามรถเดินทางจากกรุงปักกิ่งไปยังตงเป่ยได้โดยใช้เส้นทางรถไฟทรานส์-ไซบีเรีย (trans-Siberia Railway) รถไฟสายนี้เส้นที่ผ่านเมืองฉางชุน (Changchun) วิ่งเข้าสู่เมืองจิหลิน (Jilin) และเมืองฮาร์บิ้น (Harbin) ในขณะที่เส้นทางผ่านเมืองชิชิฮาร์ (Qiqihair) จะตัดไปยังเมืองไฮลาร์ (Hailar) และเมืองมันโจวหลี่ (Manzhouli) ซึ่งเป็นเมืองชายแดนของประเทศจีนก่อนเข้าสู่เขตแดนของม่านเหล็ก เมืองเซินหยาง (Shenyang) นครหลวงของมณฑลเหลี่ยวหนิง อยู่ห่างจากปักกิ่งไป 520 ไมล์ (840 กิโลเมตร) และใช้เวลาดำเนินประมาณ12 ชั่วโมง โดยรถด่วนแต่ใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงครึ่งโดยทางอากาศ เส้นทางรถไฟนี้วิ่งขนานชายฝั่งของทะเลป๋อไห่ (Bohai) เป็นช่วงยาวโดยผ่าน เมืองเป่ยไดเหอ (Beidaihe) เมืองตากอากาศชายทะเล และเมือง ซิงเชิง (Xingcheng) ซึ่งเป็นเมืองพักผ่อนอีกแห่งและเป็นเมืองเก่าแก่มีมาแต่สมัยราชวงศ์หมิง ช่วงเวลาที่ดีที่สุดหากต้องการเดินทางไปยังเมืองเซินหยางและเมืองอื่นๆในอีสานของเมืองจีนคือในช่วงคิมหันต์ เนื่องจากมีเหมันต์ซึ่งกินเวลายาวนานมีความหนาวเย็นมากในปัจจุบันเซินหยางมีพลเรือน 4.5 ล้านคน และมีชื่อในภาษาแมนจูว่า มุคเดน (Mukden) เมืองเซินหยางเป็นเมืองชุมทางของเส้นทางคมนาคมสายต่างๆ ในเขตตะวันออกเฉียงเหนือของจัน และเป็นเมืองอุตสาหรรมที่มีความสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของมณฑลที่มีความเป็นมาอันยาวนาน สมัยราชวงศ์ซ้องเมืองนี้กลายเป็นเมืองจุดศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนซื้อขายปศุสัตว์ซึ่งหมู่ชนเร่ร่อนเป็นผู้เพาะพันธุ์และนำมาขายในสมัยราชวงศ์ชิงของชาวแมนจู ทุกวันนี้ชาวแมนจูกว่าครึ่งหนึ่งของชาวแมนจูทั้งหมดในจีนอาศัยอยู่ในมณฑลนี้ ชาวแมนจูไม่ได้รับสิทธิในฐานะชนหมู่น้อยจวบจน ค.ศ.1970 เนื่องจากถือกันว่าเป็นกลุ่มชนเดียวกับชนกลุ่มใหญ่ของประเทศ มณฑลเหลี่ยวหนิงมีหน่วยดูแลตนเองอยู่หลายแห่ง ซึ่งโดยมากเป็นหน่วยปกครองตนเองของชาวแมนจู ซึ่งมีการจัดแสดงแบบพื้นเมืองให้ต่างชาติที่เดินทางเข้าไปท่องเที่ยวเข้าชม พิพิธภัณฑ์ศิลปะและขนมธรรมเนียมแมนจู (Museum of Manchu Art and Culture)
ที่มา : http://merrybrighttravel.com/TourChina.html
ปักกิ่ง พระนครแห่งอุดรทิศ ในเมืองจีน
ตามกระแสความคิดของจีนแบบดั้งเดิม โลกมิได้เป็นพื้นดินแบบกลมอย่างความเชื่อในตะวันตกของเทอเลมิ (Ptolemy) หากเชื่อว่าโลกมีลักษณะเป็นทรงสี่เหลี่ยมด้านเท่าเมืองของจีน โดยเฉพาะพระนครจึงต้องมีรูปแบบเป็นทรงจัตุรัสเพื่อให้สดคล้องกับกฎระเบียบที่มีอยู่ของจักรวาล นครปักกิ่งโบราณจึงเป็นเมืองที่มีแนวความคิดนี้ปรากฎเด่นชัดในผังเมืองมากกว่าเมืองใดๆ ในเมืองจีน
พื้นที่รอบเมืองปักกิ่งเป็นที่ตั้งหลักแหล่งของหมู่ชนมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ได้มีการค้นพบกะโหลกมนุษย์ปักกิ่ง (Sinanothropus pekinenes) ที่หมู่บ้านโจวโข่วเตี้ยน (Zhoukoudian) เป็นข้อยืนยันพิสูจน์ข้อเท็จจริงนี้ นับแต่ ค.ศ.1000 เป็นต้นมา นครแห่งนี้ได้ทำหน้าที่เป็นพระราชฐานหลักและรองของหลายราชวงศ์ ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 13 ในรัชกาลของจักรพรรดิกุบไลข่านแห่งราชวงศ์มองโกลเมืองแห่งนี้ได้ชื่อว่าเมืองคานบาลิค (Khanbaliq ซึ่งแปลว่าเมืองของท่านข่าน) และมีความเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในฐานะพระราฐานหน้าหนาวของจักรพรรดิหลายพระองค์
จักรพรรดิหย่งเล่อเป็นสถาปนิกและผู้วางผังเมืองในปี ค.ศ.1421 พระองค์ได้ทรงย้ายฐานราชการจาดเมืองหนานจิงมายัง เมืองเป่ยผิง (Beiping ซึ่งแปลว่าสันติภาพแห่งอุดรทิศ) ซึ่งในที่สุดได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นเป่ยจิง (Beijing ซึ่งแปลว่าเมืองหลวงแห่งอุดรทิศ) แต่เมืองนี้มีชื่อเรียกต่างๆกันไปในต่างถิ่น เช่นในประเทศไทยเรียกว่าปักกิ่ง และในประเทศตะวันตกในยุคก่อนเรียกว่า เพกิ่ง (Peking)
หย่งเล่อจักรพรรดิหมิงพระองค์ที่ 3 ได้วางแผนสร้างเมืองตามรูปแบบการทำนายแบบโบราณ ซึ่งใช้ดินทรายโปรยลงบนพื้นเพื่อตีความนัย การทำนายนี้ตั้งอยู่บนหลักการของ “ลมและน้ำ” ซึ่งหมายจะให้เกิดความเสมอภาค กลมกลืนระหว่างชีวิตมนุษย์และธรรมชาติ เมืองปักกิ่งตั้งอยู่บนที่ราบซึ่งเปิดลงไปทางใต้ และอยู่ใต้เขาน้อยใหญ่ที่วางตัวเป็นครึ่งวงกลมทางอุดร ผังเมืองของที่นี่จึงมีอาคารต่างๆ หันหน้าไปทางทิศใต้เช่นเดียวกับลักษณะทำเลของเมือง ทั้งนี้เพื่อป้องกันพลังหยิน เช่น อากาศหนาวจากไซบีเรียหรือข้าศึกศัตรูจากทุ่งหญ้าสเต็ปป์ ส่วนทางด้านใต้เปิดรับพลังอบอุ่นของหยาง ดังนั้นการที่ประตูเซี่ยนเหมินซึ่งเป็นประตูเมืองทางทิศใต้มีความงาม ขนาดและความศักดิ์สิทธิ์มากที่สุดจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เขาถ่านหิน (หรือจิงซาน Jingshan) ทางตอนเหนือของพระราชวังเป็นจุดที่มีดินฟ้าอากาศโปร่งสบายและสามารถมองลงมาเห็นเมืองปักกิ่งได้ทั้งหมด สนใจทัวร์จีน ติดต่อ>>> http://merrybrighttravel.com/TourChina.html
พื้นที่รอบเมืองปักกิ่งเป็นที่ตั้งหลักแหล่งของหมู่ชนมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ได้มีการค้นพบกะโหลกมนุษย์ปักกิ่ง (Sinanothropus pekinenes) ที่หมู่บ้านโจวโข่วเตี้ยน (Zhoukoudian) เป็นข้อยืนยันพิสูจน์ข้อเท็จจริงนี้ นับแต่ ค.ศ.1000 เป็นต้นมา นครแห่งนี้ได้ทำหน้าที่เป็นพระราชฐานหลักและรองของหลายราชวงศ์ ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 13 ในรัชกาลของจักรพรรดิกุบไลข่านแห่งราชวงศ์มองโกลเมืองแห่งนี้ได้ชื่อว่าเมืองคานบาลิค (Khanbaliq ซึ่งแปลว่าเมืองของท่านข่าน) และมีความเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในฐานะพระราฐานหน้าหนาวของจักรพรรดิหลายพระองค์
จักรพรรดิหย่งเล่อเป็นสถาปนิกและผู้วางผังเมืองในปี ค.ศ.1421 พระองค์ได้ทรงย้ายฐานราชการจาดเมืองหนานจิงมายัง เมืองเป่ยผิง (Beiping ซึ่งแปลว่าสันติภาพแห่งอุดรทิศ) ซึ่งในที่สุดได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นเป่ยจิง (Beijing ซึ่งแปลว่าเมืองหลวงแห่งอุดรทิศ) แต่เมืองนี้มีชื่อเรียกต่างๆกันไปในต่างถิ่น เช่นในประเทศไทยเรียกว่าปักกิ่ง และในประเทศตะวันตกในยุคก่อนเรียกว่า เพกิ่ง (Peking)
หย่งเล่อจักรพรรดิหมิงพระองค์ที่ 3 ได้วางแผนสร้างเมืองตามรูปแบบการทำนายแบบโบราณ ซึ่งใช้ดินทรายโปรยลงบนพื้นเพื่อตีความนัย การทำนายนี้ตั้งอยู่บนหลักการของ “ลมและน้ำ” ซึ่งหมายจะให้เกิดความเสมอภาค กลมกลืนระหว่างชีวิตมนุษย์และธรรมชาติ เมืองปักกิ่งตั้งอยู่บนที่ราบซึ่งเปิดลงไปทางใต้ และอยู่ใต้เขาน้อยใหญ่ที่วางตัวเป็นครึ่งวงกลมทางอุดร ผังเมืองของที่นี่จึงมีอาคารต่างๆ หันหน้าไปทางทิศใต้เช่นเดียวกับลักษณะทำเลของเมือง ทั้งนี้เพื่อป้องกันพลังหยิน เช่น อากาศหนาวจากไซบีเรียหรือข้าศึกศัตรูจากทุ่งหญ้าสเต็ปป์ ส่วนทางด้านใต้เปิดรับพลังอบอุ่นของหยาง ดังนั้นการที่ประตูเซี่ยนเหมินซึ่งเป็นประตูเมืองทางทิศใต้มีความงาม ขนาดและความศักดิ์สิทธิ์มากที่สุดจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เขาถ่านหิน (หรือจิงซาน Jingshan) ทางตอนเหนือของพระราชวังเป็นจุดที่มีดินฟ้าอากาศโปร่งสบายและสามารถมองลงมาเห็นเมืองปักกิ่งได้ทั้งหมด สนใจทัวร์จีน ติดต่อ>>> http://merrybrighttravel.com/TourChina.html
ที่สุดแห่งเมืองเอกของจีน เฉิงตู ที่เดินทางสาธารณรัฐประชาชนจีน
ที่สุดแห่งเมืองเอกของจีน เฉิงตู ที่เดินทางสาธารณรัฐประชาชนจีน
ทัวร์จีนทิปนี้จะพามาเรียนรู้หาข้อมูลประเทศจีนที่เมืองเฉิงตูซึ่งมีสถานที่เที่ยวที่น่าสนใจไม่แพ้กับเมืองอื่นๆเลยโดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติพร้อมแล้วไปหาข้อมูลกันเลย เฉิงตู มณฑลเสฉวน เป็นเมืองเอกของจีน เป็นเมืองใหญ่ที่น่าท่องเที่ยวติดอันดับของจีน เพราะมีแหล่งท่องเที่ยวที่โด่งดังระดับโลก นอกจากนี้มีศูนย์รักษาและเพาะพันธุ์หมีแพนด้าแล้ว ยังเป็นเมืองสามก๊ก มีศาลเจ้าสามก๊กตั้งอยู่ สามก๊กเป็นนิยายอิงประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของสาธารณรัฐประชาชนจีน เรื่องราวเริ่มขึ้น ในปลายสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออกของจักรพรรดิเหี้ยนเต้ เนื่องจากสมัยสามก๊กนั้นเล่าปี่ตั้งราชธานีที่เสฉวน โดยมีขงเบ้งมาช่วยเล่าปี่บริหาร ประชาชนมีความสุข แต่เมื่อสิ้นเล่าปี่แล้วประชากร นับถือขงเบ้งมากกว่าเล่าปี่ เลยสร้างศาลเจ้าขึ้นมา แต่ไม่นานผู้ดูแลสาธารณรัฐประชาชนจีนเห็นว่าไม่ถูกต้อง เลยออกคำสั่งสร้างศาลเล่าปี่ให้มีรูปปั้นขุนนาง 14 ท่าน ศาลเจ้าสามก๊ก เพื่อคนึงถึงบุคคลสำคัญในเหตุการณ์ในอดีตสามก๊ก ซึ่งสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ เป็นผลงานการก่อสร้างที่ปรับปรุงในปีที่ 11 ของจักรพรรดิ์คังซี แห่งราชวงศ์ชิง และศาลเจ้าแห่งนี้ ได้รับการเคารพเป็นโบราณสถานแห่งชาติของประเทศจีน เมื่อปี ค.ศ.1961 และได้สร้างเป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ เมี่อปี ค.ศ.1984 ด้วย เฉิงตู ตั้งอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำหมิน มีพื้นที่ประมาณที่ 12,390 ตร. กม. ในสมัยปัจจุบันเป็นทั้งศูนย์กลางด้านการเมือง การทหาร และด้านการเรียนของภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้ คำว่าเฉิงตูมีความหมายว่า ค่อยๆ กลายเป็นเมือง เนื่องจากย้อนไปราว 2,000 ปีที่แล้ว ในสมัยจิ๋นซี ได้มีการจัดการชลประทานขึ้นมา เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมที่เกิดเป็นประจำทุกปี เมื่อขจัดปัญหาน้ำท่วมได้ ชาวนาชาวไร่เพาะปลูกได้ดี การดำรงชีวิตดีขึ้น คนจึงเริ่มย้ายมาที่เมืองนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ จึงได้ชื่อว่า เฉิงตู เฉิงตูยังเป็นชุมทางคมนาคมสู่สถานที่ท่องเที่ยวมรดกโลกที่มีชื่ออย่างอุทยานแห่งชาติจิ่วไจ้โกว หวงหลง เขาง้อไบ๊ และที่ตั้งของพระพุทธรูปใหญ่แห่งเขาเล่อซัน ทิเบตดินแดนหลังคาโลก รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวโครงการเขื่อนมหึมาที่ซันเสีย เป็นต้น นอกจากนี้ ยังเป็นฐานวิจัยเพื่อการเพาะพันธุ์และเพาะเลี้ยงหมีแพนด้า \'สมบัติล้ำค่า\' ของประเทศ แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอยู่ในตัวเมืองเฉิงตู เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม และห่างจากตัวเมืองออกไปเป็นสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติ ทั้งนี้เป็นทิวทัศน์และโบราณสถานที่สร้างขึ้นโดยมนุษย์ 172 แห่งด้วยกัน ถือได้ว่าเมืองเฉิงตูนั้นเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าชื่นชมที่สุดทั้งในเรื่องประวัติศาสตร์และธรรมชาติ เอาเป็นว่าอย่าพลาดมาเที่ยวเฉิงตูกันให้ได้นะคะมาตรว่าคุณได้ไปทัวร์จีนค่ะ เครดิต : http://merrybrighttravel.com/TourChina.html
ทัวร์จีนทิปนี้จะพามาเรียนรู้หาข้อมูลประเทศจีนที่เมืองเฉิงตูซึ่งมีสถานที่เที่ยวที่น่าสนใจไม่แพ้กับเมืองอื่นๆเลยโดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติพร้อมแล้วไปหาข้อมูลกันเลย เฉิงตู มณฑลเสฉวน เป็นเมืองเอกของจีน เป็นเมืองใหญ่ที่น่าท่องเที่ยวติดอันดับของจีน เพราะมีแหล่งท่องเที่ยวที่โด่งดังระดับโลก นอกจากนี้มีศูนย์รักษาและเพาะพันธุ์หมีแพนด้าแล้ว ยังเป็นเมืองสามก๊ก มีศาลเจ้าสามก๊กตั้งอยู่ สามก๊กเป็นนิยายอิงประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของสาธารณรัฐประชาชนจีน เรื่องราวเริ่มขึ้น ในปลายสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออกของจักรพรรดิเหี้ยนเต้ เนื่องจากสมัยสามก๊กนั้นเล่าปี่ตั้งราชธานีที่เสฉวน โดยมีขงเบ้งมาช่วยเล่าปี่บริหาร ประชาชนมีความสุข แต่เมื่อสิ้นเล่าปี่แล้วประชากร นับถือขงเบ้งมากกว่าเล่าปี่ เลยสร้างศาลเจ้าขึ้นมา แต่ไม่นานผู้ดูแลสาธารณรัฐประชาชนจีนเห็นว่าไม่ถูกต้อง เลยออกคำสั่งสร้างศาลเล่าปี่ให้มีรูปปั้นขุนนาง 14 ท่าน ศาลเจ้าสามก๊ก เพื่อคนึงถึงบุคคลสำคัญในเหตุการณ์ในอดีตสามก๊ก ซึ่งสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ เป็นผลงานการก่อสร้างที่ปรับปรุงในปีที่ 11 ของจักรพรรดิ์คังซี แห่งราชวงศ์ชิง และศาลเจ้าแห่งนี้ ได้รับการเคารพเป็นโบราณสถานแห่งชาติของประเทศจีน เมื่อปี ค.ศ.1961 และได้สร้างเป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ เมี่อปี ค.ศ.1984 ด้วย เฉิงตู ตั้งอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำหมิน มีพื้นที่ประมาณที่ 12,390 ตร. กม. ในสมัยปัจจุบันเป็นทั้งศูนย์กลางด้านการเมือง การทหาร และด้านการเรียนของภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้ คำว่าเฉิงตูมีความหมายว่า ค่อยๆ กลายเป็นเมือง เนื่องจากย้อนไปราว 2,000 ปีที่แล้ว ในสมัยจิ๋นซี ได้มีการจัดการชลประทานขึ้นมา เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมที่เกิดเป็นประจำทุกปี เมื่อขจัดปัญหาน้ำท่วมได้ ชาวนาชาวไร่เพาะปลูกได้ดี การดำรงชีวิตดีขึ้น คนจึงเริ่มย้ายมาที่เมืองนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ จึงได้ชื่อว่า เฉิงตู เฉิงตูยังเป็นชุมทางคมนาคมสู่สถานที่ท่องเที่ยวมรดกโลกที่มีชื่ออย่างอุทยานแห่งชาติจิ่วไจ้โกว หวงหลง เขาง้อไบ๊ และที่ตั้งของพระพุทธรูปใหญ่แห่งเขาเล่อซัน ทิเบตดินแดนหลังคาโลก รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวโครงการเขื่อนมหึมาที่ซันเสีย เป็นต้น นอกจากนี้ ยังเป็นฐานวิจัยเพื่อการเพาะพันธุ์และเพาะเลี้ยงหมีแพนด้า \'สมบัติล้ำค่า\' ของประเทศ แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอยู่ในตัวเมืองเฉิงตู เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม และห่างจากตัวเมืองออกไปเป็นสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติ ทั้งนี้เป็นทิวทัศน์และโบราณสถานที่สร้างขึ้นโดยมนุษย์ 172 แห่งด้วยกัน ถือได้ว่าเมืองเฉิงตูนั้นเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าชื่นชมที่สุดทั้งในเรื่องประวัติศาสตร์และธรรมชาติ เอาเป็นว่าอย่าพลาดมาเที่ยวเฉิงตูกันให้ได้นะคะมาตรว่าคุณได้ไปทัวร์จีนค่ะ เครดิต : http://merrybrighttravel.com/TourChina.html
Subscribe to:
Posts (Atom)