หลุมฝังศพของจักรพรรดิหมิง13 พระองค์
โดยปกติผู้ที่เดินทางไปปาตาหลิง มักเดินทางไป ฮวงซุ้ยราชวงศ์หมิง (Ming tombs) ในคราวเดียวกันหลุมฝังศพนี้ตั้งอยู่ในแนวบังของเทือกเขาทางเหนือ ตะวันออกและทิศตะวันตก และเป็นสุสานของจักรพรรดิหมิง13 พระองค์จากทั้งหมด 16 พระองค์ ผังสุสานนี้สร้างตามแนวคิดประเทศจีนดั้งเดิมเช่นเดียวกับลักษณะผังของเมืองปักกิ่งในสมัยโบราณ ที่อาศัยลักษณะของธรรมดาเป็นหลักในการจัดวางสิ่งก่อสร้าง หากคุณเดินทางมาจากทางทิศใต้ คุณจะผ่านประตูเกียรติศักดิ์หลายแห่งตลอดพื้นที่หุบเขาที่เป็นที่ตั้งของฮวงซุ้ย เส้นทางนี้เรียกว่า เส้นทางวิญญาณ (Soul Paths หรือ เซินเต้า Shendoa) ซึ่งมียามแห่งเกียรติยศเป็นผู้เฝ้าตลอดเส้นทางนี้สองฝั่งฟาก ยามแห่งเกียรติยศรูปมนุษย์ 12 รูปเป็นสัญลักษณ์แทนข้าราชการและทหาร ส่วนอีก 24 รูปคือ สิงโต ม้า อูฐ ช้าง และสัตว์ในประวัติศาสตร์
หลุมฝังศพสองแห่งจากทั้งหมด 13 แห่งเปิดให้มวลชนเข้าชม สุสานจางหลิง (Changling Tomb) เป็นหลุมศพของจักรพรรดิหย่งเล่อ หลุมศพนี้ยังมิได้มีการขุดค้นแต่อย่างใด และมีโถงบูชาที่งดงามมากหนึ่งแห่งช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15 ในยุคของพระราชาธิราชหย่งเล่อ การบูชายัญมนุษย์เป็นเรื่องที่ไม่แปลกแต่อย่างไร หม่อมห้ามสิบแปดนางของพระองค์จึงติดตามจักรพรรดิสู่โลกหลังความตาย หากในรัชกาลจักรพรรดิว่านลี่ (ค.ศ.1573-1620) ประเพณีการฝังเป็นก็หมดไป ดังนั้นผู้ที่มาทัศนาจรชมหลุมฝังศพจักรพรรดิว่านลี่ซึ่งมีความลึก 89 ฟุต (27 เมตร) แห่งนี้ก็ไม่ต้องหวาดผวากลัวดวงวิญญาณของผู้หญิงที่ถูกฝังทั้งเป็น ทางเข้าฮวงซุ้ยของจักรพรรดิว่านลี่หรือที่เรียกว่า ตงหลิง (Dingling) ถูกค้นหาเป็นเวลาหลายปีอย่างไร้ผลแต่ในที่สุดในปี ค.ค 1957 ก็ได้มีการพบทางเข้านี้พระมเหสีและนางสนมอย่างละหนึ่งนางของพระองค์ถูกฝังอยู่กับองค์จักรพรรดิ ที่มา http://merrybrighttravel.com/TourChina.html
Showing posts with label เที่ยวจีน. Show all posts
Showing posts with label เที่ยวจีน. Show all posts
ปักกิ่ง พระนครแห่งอุดรทิศ ในเมืองจีน
ตามกระแสความคิดของจีนแบบดั้งเดิม โลกมิได้เป็นพื้นดินแบบกลมอย่างความเชื่อในตะวันตกของเทอเลมิ (Ptolemy) หากเชื่อว่าโลกมีลักษณะเป็นทรงสี่เหลี่ยมด้านเท่าเมืองของจีน โดยเฉพาะพระนครจึงต้องมีรูปแบบเป็นทรงจัตุรัสเพื่อให้สดคล้องกับกฎระเบียบที่มีอยู่ของจักรวาล นครปักกิ่งโบราณจึงเป็นเมืองที่มีแนวความคิดนี้ปรากฎเด่นชัดในผังเมืองมากกว่าเมืองใดๆ ในเมืองจีน
พื้นที่รอบเมืองปักกิ่งเป็นที่ตั้งหลักแหล่งของหมู่ชนมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ได้มีการค้นพบกะโหลกมนุษย์ปักกิ่ง (Sinanothropus pekinenes) ที่หมู่บ้านโจวโข่วเตี้ยน (Zhoukoudian) เป็นข้อยืนยันพิสูจน์ข้อเท็จจริงนี้ นับแต่ ค.ศ.1000 เป็นต้นมา นครแห่งนี้ได้ทำหน้าที่เป็นพระราชฐานหลักและรองของหลายราชวงศ์ ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 13 ในรัชกาลของจักรพรรดิกุบไลข่านแห่งราชวงศ์มองโกลเมืองแห่งนี้ได้ชื่อว่าเมืองคานบาลิค (Khanbaliq ซึ่งแปลว่าเมืองของท่านข่าน) และมีความเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในฐานะพระราฐานหน้าหนาวของจักรพรรดิหลายพระองค์
จักรพรรดิหย่งเล่อเป็นสถาปนิกและผู้วางผังเมืองในปี ค.ศ.1421 พระองค์ได้ทรงย้ายฐานราชการจาดเมืองหนานจิงมายัง เมืองเป่ยผิง (Beiping ซึ่งแปลว่าสันติภาพแห่งอุดรทิศ) ซึ่งในที่สุดได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นเป่ยจิง (Beijing ซึ่งแปลว่าเมืองหลวงแห่งอุดรทิศ) แต่เมืองนี้มีชื่อเรียกต่างๆกันไปในต่างถิ่น เช่นในประเทศไทยเรียกว่าปักกิ่ง และในประเทศตะวันตกในยุคก่อนเรียกว่า เพกิ่ง (Peking)
หย่งเล่อจักรพรรดิหมิงพระองค์ที่ 3 ได้วางแผนสร้างเมืองตามรูปแบบการทำนายแบบโบราณ ซึ่งใช้ดินทรายโปรยลงบนพื้นเพื่อตีความนัย การทำนายนี้ตั้งอยู่บนหลักการของ “ลมและน้ำ” ซึ่งหมายจะให้เกิดความเสมอภาค กลมกลืนระหว่างชีวิตมนุษย์และธรรมชาติ เมืองปักกิ่งตั้งอยู่บนที่ราบซึ่งเปิดลงไปทางใต้ และอยู่ใต้เขาน้อยใหญ่ที่วางตัวเป็นครึ่งวงกลมทางอุดร ผังเมืองของที่นี่จึงมีอาคารต่างๆ หันหน้าไปทางทิศใต้เช่นเดียวกับลักษณะทำเลของเมือง ทั้งนี้เพื่อป้องกันพลังหยิน เช่น อากาศหนาวจากไซบีเรียหรือข้าศึกศัตรูจากทุ่งหญ้าสเต็ปป์ ส่วนทางด้านใต้เปิดรับพลังอบอุ่นของหยาง ดังนั้นการที่ประตูเซี่ยนเหมินซึ่งเป็นประตูเมืองทางทิศใต้มีความงาม ขนาดและความศักดิ์สิทธิ์มากที่สุดจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เขาถ่านหิน (หรือจิงซาน Jingshan) ทางตอนเหนือของพระราชวังเป็นจุดที่มีดินฟ้าอากาศโปร่งสบายและสามารถมองลงมาเห็นเมืองปักกิ่งได้ทั้งหมด สนใจทัวร์จีน ติดต่อ>>> http://merrybrighttravel.com/TourChina.html
พื้นที่รอบเมืองปักกิ่งเป็นที่ตั้งหลักแหล่งของหมู่ชนมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ได้มีการค้นพบกะโหลกมนุษย์ปักกิ่ง (Sinanothropus pekinenes) ที่หมู่บ้านโจวโข่วเตี้ยน (Zhoukoudian) เป็นข้อยืนยันพิสูจน์ข้อเท็จจริงนี้ นับแต่ ค.ศ.1000 เป็นต้นมา นครแห่งนี้ได้ทำหน้าที่เป็นพระราชฐานหลักและรองของหลายราชวงศ์ ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 13 ในรัชกาลของจักรพรรดิกุบไลข่านแห่งราชวงศ์มองโกลเมืองแห่งนี้ได้ชื่อว่าเมืองคานบาลิค (Khanbaliq ซึ่งแปลว่าเมืองของท่านข่าน) และมีความเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในฐานะพระราฐานหน้าหนาวของจักรพรรดิหลายพระองค์
จักรพรรดิหย่งเล่อเป็นสถาปนิกและผู้วางผังเมืองในปี ค.ศ.1421 พระองค์ได้ทรงย้ายฐานราชการจาดเมืองหนานจิงมายัง เมืองเป่ยผิง (Beiping ซึ่งแปลว่าสันติภาพแห่งอุดรทิศ) ซึ่งในที่สุดได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นเป่ยจิง (Beijing ซึ่งแปลว่าเมืองหลวงแห่งอุดรทิศ) แต่เมืองนี้มีชื่อเรียกต่างๆกันไปในต่างถิ่น เช่นในประเทศไทยเรียกว่าปักกิ่ง และในประเทศตะวันตกในยุคก่อนเรียกว่า เพกิ่ง (Peking)
หย่งเล่อจักรพรรดิหมิงพระองค์ที่ 3 ได้วางแผนสร้างเมืองตามรูปแบบการทำนายแบบโบราณ ซึ่งใช้ดินทรายโปรยลงบนพื้นเพื่อตีความนัย การทำนายนี้ตั้งอยู่บนหลักการของ “ลมและน้ำ” ซึ่งหมายจะให้เกิดความเสมอภาค กลมกลืนระหว่างชีวิตมนุษย์และธรรมชาติ เมืองปักกิ่งตั้งอยู่บนที่ราบซึ่งเปิดลงไปทางใต้ และอยู่ใต้เขาน้อยใหญ่ที่วางตัวเป็นครึ่งวงกลมทางอุดร ผังเมืองของที่นี่จึงมีอาคารต่างๆ หันหน้าไปทางทิศใต้เช่นเดียวกับลักษณะทำเลของเมือง ทั้งนี้เพื่อป้องกันพลังหยิน เช่น อากาศหนาวจากไซบีเรียหรือข้าศึกศัตรูจากทุ่งหญ้าสเต็ปป์ ส่วนทางด้านใต้เปิดรับพลังอบอุ่นของหยาง ดังนั้นการที่ประตูเซี่ยนเหมินซึ่งเป็นประตูเมืองทางทิศใต้มีความงาม ขนาดและความศักดิ์สิทธิ์มากที่สุดจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เขาถ่านหิน (หรือจิงซาน Jingshan) ทางตอนเหนือของพระราชวังเป็นจุดที่มีดินฟ้าอากาศโปร่งสบายและสามารถมองลงมาเห็นเมืองปักกิ่งได้ทั้งหมด สนใจทัวร์จีน ติดต่อ>>> http://merrybrighttravel.com/TourChina.html
Subscribe to:
Posts (Atom)