เขตแดนบริเวณโค้งใหญ่ของแม่น้ำเหลืองทางตอนกลางของเมืองจีนในมณฑลชาอันซี (Shaanxi) และมณฑลเหอหนาน (Henan) คือที่เกิดอารยธรรมของจีน หุบเขานี้เป็นที่ทับถมของตะกอนดินเหลืองอันอุดม เป็นที่ตั้งถิ่นฐานปู่ย่าตายายของคนจีน เมื่อราว 3 ศตพรรษก่อนคริสตกาล ความอุดมสมบูรณ์เป็นสิ่งที่ดึงดูดผู้คนให้สร้างถิ่นฐาน ในขณะที่ความจำเป็นพัฒนาระบบชลประทาน ทำให้ผู้คนต้องร่วมมือในภารกิจ ผลที่ตามมาก็คือรัฐชาติแห่งแรกที่มีความเป็นปึกแผ่นที่สุดได้เกิดขึ้นในพื้นที่แห่งนี้
เมืองซีอันเมืองหลวงของมณฑลชาอันซี ตั้งอยู่ในหุบเขาฝั่งแม่น้ำเว่ย (Wei) ซึ่งอยู่ห่างจากจุดที่แม่น้ำเว่ยและแม่น้ำเหลืองบรรจบกันเพียงไม่กี่สิบไมล์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้มีการขุดค้นทางโบราณคดีวิทยาที่สำคัญในเขตลุ่มแม่น้ำเว่ยนี้ ที่นี่เป็นที่ซึ่งจักรพรรดิจิ๋นซีฮ่องเต้ ปฐมจักรพรรดิของเมืองจีนได้ทรงรวบรวมแผ่นดิน ปฐมจักรพรรดิของเมืองจีนได้ทรงรวบรวมแผ่นดินจีนให้เป็นหนึ่งเดียวได้เป็นครั้งแรกในสมัยราชวงศ์ถัง (ค.ศ.618-907) เมืองซีอานซึ่งในยุคนั้น มีชื่อว่าฉานอาง (Chang’an แปลว่า สันติภาพสวรรค์) เป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีเส้นทางสายไหมเป็นเส้นทางคมนาคมเชื่อมโยงกับเมืองต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียกลางและยุโรป และเป็นเมืองที่มีพ่อค้าชาวต่างชาติอาศัยอยู่เป็นจำนวนนับพันคน
ซีอันเป็นราชธานีของราชวงศ์จีน 11 ราชวงศ์อยู่กว่า 1,000 ปี หากภายหลังการล่มสลายของราชวงศ์ถังความสำคัญของเมืองนี้เริ่มลดลงเรื่อยๆ อย่างไรก็ดีในปีค.ศ.1936 เรื่องราวครั้งประวัติศาสตร์ได้เกิดขึ้นที่นี่ นายพลผู้นำแสนยากรก๊กมินตั้งสองนายได้ทำการลักพาตัวเจียงไคเช็คมาไว้ที่นี่เพื่อบังคับให้ยอมร่วมมือกับกลุ่มคอมมิวนิสต์ในการต่อสู้กับกองทัพญี่ปุ่นซึ่งรุกรานจีนในขณะนั้น “Xi’an Incident” เป็นเหตุการณ์ที่พลิกผันประวัติศาสตร์จีน และทำให้ฝ่ายคอมมิวนิสต์ก้าวเข้ามาเป็นผู้กุมทาศทางของชาติจีน
ในยุคปัจจุบัน ซีอานเป็นเมืองอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่ขึ้นชื่อในด้านการบินและสิ่งทอ และยังมีมหาวิทยาลัยและสถาบันค้นคว้าอยู่หลายแห่ง มีประชากรประมาณ 3 ล้านคน และเป็นจุดแรกเริ่มสำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางสู่พื้นที่ตอนในของประเทศจีน อดีตราชธานีของจีนแห่งนี้มีเส้นทางที่สะดวกเชื่อมต่อกับเมืองสำคัญอื่นๆมากมายเที่ยวบินโดยตรงจากกรุงปักกิ่งใช้เวลาไปเพียง 2 ชั่วโมง ในขณะที่เส้นทางรถไฟซึ่งเป็นระยะทาง 725 ไมล์(1,165 กิโลเมตร) กินเวลาประมาณ 24ชั่วโมง
สภาพภูมิอากาศของซีอานไม่รุนแรงนัก หากมีความต่างของอุณหภูมิสูงมากในฤดูกาลที่ต่างกัน หน้าหนาวไม่หนาวจัด หากฤดูร้อนอาจมีอุณหภูมิสูงได้ถึง 30 องศาเซลเซียส ในช่วงต้นฤดูใบผลิและฤดูใบไม้ร่วงอากาศค่อนข้างเย็นสบาย หน้าฝนอยู่ในช่วงกลางเดือนกรกฎาคมถึงเดือนตุลาคม ในช่วงหน้าฝนนี้จึงเป็นช่วงที่เที่ยวบินเกิดการล่าช้าบ่อยมาก คาดกันว่าพอร์ตนานาชาติซึ่งอยู่ในระหว่างการก่อสร้างจะช่วยแก้ปัญหาการจราจรในลานบินจากจำนวนเที่ยวบินเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆได้เมื่อสร้างเสร็จสมบูรณ์
ถึงแม้ว่าที่นี่จะมีอาคารบ้านเรือนร่วมสมัย ย่านเมืองใหม่และถนนใหม่เป็นจำนวนมาก ศูนย์กลางเมืองซีอานยังคงเป็นอย่างผังเมืองเดิมที่มาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถังในยุคนั้น นครแห่งนี้มีความยาวกว่า 5.5 ไมล์ (9 กิโลเมตร) จากตะวันออกถึงตะวันตก และกว่าง 4.5 ไมล์ (7.5 กิโลเมตร) จากเหนือจรดใต้และตั้งอยู่ในเขตกำแพงเมืองขนาดใหญ่ ถนนทุกสายทอดตัวตามแนวเหนือใต้หรือตะวันออกตะวันตก และตัดกันเป็นเส้นตั้งฉาก ซึ่งยังคงเห็นได้ในปัจจุบันนี้
ที่มา : http://merrybrighttravel.com
Showing posts with label เที่ยวเมืองจีน. Show all posts
Showing posts with label เที่ยวเมืองจีน. Show all posts
ตงเป่ยนครที่เย็นทางตอนเหนือของกรุงปักกิ่ง
ตงเป่ยเมืองที่หนาวทางภาคเหนือของกรุงปักกิ่ง
พื้นที่ทางตอนเหนือของกรุงปักกิ่งคือเขตที่ราบตอนเหนือ (North China Plain) อันอุดมในเขตมณฑลเหลี่ยวหนิง (Liaoning) มณฑลจิหลิน (Jilin) และมณฑลเอยหลงเจียง (Heilongjiang) เขตแห่งนี้มีพรมแดนทางประจิมคือเขตทุ่งหญ้าสเต็ปแห่งมองโกเลีย และพรมแดนทางทิศตะวันตกคือคาบสมุทรเกาหลี ชื่อเดิมของเขตนี้คือแมนจูเรีย (Manchuria) ในสมัยราชวงศ์ชิงที่ชาวแมนจูมีบารมีในราชบัลลังค์ประเทศจีน ชาวฮั่นถูกกีดกันไม่ให้เข้ามาตั้งถิ่นที่อยู่อาศัยอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ ข้อบังคับนี้มีผลถึงกลางศตวรรษที่แล้วเนื่องด้วยความกดดันจากจำนวนมวลชนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และความโกลาหลอันเกิดจากกบฏไท่ผิง (1850-1864) ส่งผลให้เกิดการอพยพย้ายถิ่นฐานของคนจีนฮั่นเข้ามาพื้นที่นี้ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นได้พยายามแยกดินแดนแห่งนี้ออกจากการครอบครองของจีน โดยตั้งคณะรัฐบาลหุ่นเชิดที่มีปูยีจักรพรรดิองค์สุดท้ายของเมืองจีนเป็นผู้นำ ปัจจุบันตงเป่ยมีประชากรประมาณ 100 ล้านคน
คุณสามรถเดินทางจากกรุงปักกิ่งไปยังตงเป่ยได้โดยใช้เส้นทางรถไฟทรานส์-ไซบีเรีย (trans-Siberia Railway) รถไฟสายนี้เส้นที่ผ่านเมืองฉางชุน (Changchun) วิ่งเข้าสู่เมืองจิหลิน (Jilin) และเมืองฮาร์บิ้น (Harbin) ในขณะที่เส้นทางผ่านเมืองชิชิฮาร์ (Qiqihair) จะตัดไปยังเมืองไฮลาร์ (Hailar) และเมืองมันโจวหลี่ (Manzhouli) ซึ่งเป็นเมืองชายแดนของประเทศจีนก่อนเข้าสู่เขตแดนของม่านเหล็ก เมืองเซินหยาง (Shenyang) นครหลวงของมณฑลเหลี่ยวหนิง อยู่ห่างจากปักกิ่งไป 520 ไมล์ (840 กิโลเมตร) และใช้เวลาดำเนินประมาณ12 ชั่วโมง โดยรถด่วนแต่ใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงครึ่งโดยทางอากาศ เส้นทางรถไฟนี้วิ่งขนานชายฝั่งของทะเลป๋อไห่ (Bohai) เป็นช่วงยาวโดยผ่าน เมืองเป่ยไดเหอ (Beidaihe) เมืองตากอากาศชายทะเล และเมือง ซิงเชิง (Xingcheng) ซึ่งเป็นเมืองพักผ่อนอีกแห่งและเป็นเมืองเก่าแก่มีมาแต่สมัยราชวงศ์หมิง ช่วงเวลาที่ดีที่สุดหากต้องการเดินทางไปยังเมืองเซินหยางและเมืองอื่นๆในอีสานของเมืองจีนคือในช่วงคิมหันต์ เนื่องจากมีเหมันต์ซึ่งกินเวลายาวนานมีความหนาวเย็นมากในปัจจุบันเซินหยางมีพลเรือน 4.5 ล้านคน และมีชื่อในภาษาแมนจูว่า มุคเดน (Mukden) เมืองเซินหยางเป็นเมืองชุมทางของเส้นทางคมนาคมสายต่างๆ ในเขตตะวันออกเฉียงเหนือของจัน และเป็นเมืองอุตสาหรรมที่มีความสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของมณฑลที่มีความเป็นมาอันยาวนาน สมัยราชวงศ์ซ้องเมืองนี้กลายเป็นเมืองจุดศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนซื้อขายปศุสัตว์ซึ่งหมู่ชนเร่ร่อนเป็นผู้เพาะพันธุ์และนำมาขายในสมัยราชวงศ์ชิงของชาวแมนจู ทุกวันนี้ชาวแมนจูกว่าครึ่งหนึ่งของชาวแมนจูทั้งหมดในจีนอาศัยอยู่ในมณฑลนี้ ชาวแมนจูไม่ได้รับสิทธิในฐานะชนหมู่น้อยจวบจน ค.ศ.1970 เนื่องจากถือกันว่าเป็นกลุ่มชนเดียวกับชนกลุ่มใหญ่ของประเทศ มณฑลเหลี่ยวหนิงมีหน่วยดูแลตนเองอยู่หลายแห่ง ซึ่งโดยมากเป็นหน่วยปกครองตนเองของชาวแมนจู ซึ่งมีการจัดแสดงแบบพื้นเมืองให้ต่างชาติที่เดินทางเข้าไปท่องเที่ยวเข้าชม พิพิธภัณฑ์ศิลปะและขนมธรรมเนียมแมนจู (Museum of Manchu Art and Culture)
ที่มา : http://merrybrighttravel.com/TourChina.html
พื้นที่ทางตอนเหนือของกรุงปักกิ่งคือเขตที่ราบตอนเหนือ (North China Plain) อันอุดมในเขตมณฑลเหลี่ยวหนิง (Liaoning) มณฑลจิหลิน (Jilin) และมณฑลเอยหลงเจียง (Heilongjiang) เขตแห่งนี้มีพรมแดนทางประจิมคือเขตทุ่งหญ้าสเต็ปแห่งมองโกเลีย และพรมแดนทางทิศตะวันตกคือคาบสมุทรเกาหลี ชื่อเดิมของเขตนี้คือแมนจูเรีย (Manchuria) ในสมัยราชวงศ์ชิงที่ชาวแมนจูมีบารมีในราชบัลลังค์ประเทศจีน ชาวฮั่นถูกกีดกันไม่ให้เข้ามาตั้งถิ่นที่อยู่อาศัยอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ ข้อบังคับนี้มีผลถึงกลางศตวรรษที่แล้วเนื่องด้วยความกดดันจากจำนวนมวลชนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และความโกลาหลอันเกิดจากกบฏไท่ผิง (1850-1864) ส่งผลให้เกิดการอพยพย้ายถิ่นฐานของคนจีนฮั่นเข้ามาพื้นที่นี้ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นได้พยายามแยกดินแดนแห่งนี้ออกจากการครอบครองของจีน โดยตั้งคณะรัฐบาลหุ่นเชิดที่มีปูยีจักรพรรดิองค์สุดท้ายของเมืองจีนเป็นผู้นำ ปัจจุบันตงเป่ยมีประชากรประมาณ 100 ล้านคน
คุณสามรถเดินทางจากกรุงปักกิ่งไปยังตงเป่ยได้โดยใช้เส้นทางรถไฟทรานส์-ไซบีเรีย (trans-Siberia Railway) รถไฟสายนี้เส้นที่ผ่านเมืองฉางชุน (Changchun) วิ่งเข้าสู่เมืองจิหลิน (Jilin) และเมืองฮาร์บิ้น (Harbin) ในขณะที่เส้นทางผ่านเมืองชิชิฮาร์ (Qiqihair) จะตัดไปยังเมืองไฮลาร์ (Hailar) และเมืองมันโจวหลี่ (Manzhouli) ซึ่งเป็นเมืองชายแดนของประเทศจีนก่อนเข้าสู่เขตแดนของม่านเหล็ก เมืองเซินหยาง (Shenyang) นครหลวงของมณฑลเหลี่ยวหนิง อยู่ห่างจากปักกิ่งไป 520 ไมล์ (840 กิโลเมตร) และใช้เวลาดำเนินประมาณ12 ชั่วโมง โดยรถด่วนแต่ใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงครึ่งโดยทางอากาศ เส้นทางรถไฟนี้วิ่งขนานชายฝั่งของทะเลป๋อไห่ (Bohai) เป็นช่วงยาวโดยผ่าน เมืองเป่ยไดเหอ (Beidaihe) เมืองตากอากาศชายทะเล และเมือง ซิงเชิง (Xingcheng) ซึ่งเป็นเมืองพักผ่อนอีกแห่งและเป็นเมืองเก่าแก่มีมาแต่สมัยราชวงศ์หมิง ช่วงเวลาที่ดีที่สุดหากต้องการเดินทางไปยังเมืองเซินหยางและเมืองอื่นๆในอีสานของเมืองจีนคือในช่วงคิมหันต์ เนื่องจากมีเหมันต์ซึ่งกินเวลายาวนานมีความหนาวเย็นมากในปัจจุบันเซินหยางมีพลเรือน 4.5 ล้านคน และมีชื่อในภาษาแมนจูว่า มุคเดน (Mukden) เมืองเซินหยางเป็นเมืองชุมทางของเส้นทางคมนาคมสายต่างๆ ในเขตตะวันออกเฉียงเหนือของจัน และเป็นเมืองอุตสาหรรมที่มีความสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของมณฑลที่มีความเป็นมาอันยาวนาน สมัยราชวงศ์ซ้องเมืองนี้กลายเป็นเมืองจุดศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนซื้อขายปศุสัตว์ซึ่งหมู่ชนเร่ร่อนเป็นผู้เพาะพันธุ์และนำมาขายในสมัยราชวงศ์ชิงของชาวแมนจู ทุกวันนี้ชาวแมนจูกว่าครึ่งหนึ่งของชาวแมนจูทั้งหมดในจีนอาศัยอยู่ในมณฑลนี้ ชาวแมนจูไม่ได้รับสิทธิในฐานะชนหมู่น้อยจวบจน ค.ศ.1970 เนื่องจากถือกันว่าเป็นกลุ่มชนเดียวกับชนกลุ่มใหญ่ของประเทศ มณฑลเหลี่ยวหนิงมีหน่วยดูแลตนเองอยู่หลายแห่ง ซึ่งโดยมากเป็นหน่วยปกครองตนเองของชาวแมนจู ซึ่งมีการจัดแสดงแบบพื้นเมืองให้ต่างชาติที่เดินทางเข้าไปท่องเที่ยวเข้าชม พิพิธภัณฑ์ศิลปะและขนมธรรมเนียมแมนจู (Museum of Manchu Art and Culture)
ที่มา : http://merrybrighttravel.com/TourChina.html
ปักกิ่ง พระนครแห่งอุดรทิศ ในเมืองจีน
ตามกระแสความคิดของจีนแบบดั้งเดิม โลกมิได้เป็นพื้นดินแบบกลมอย่างความเชื่อในตะวันตกของเทอเลมิ (Ptolemy) หากเชื่อว่าโลกมีลักษณะเป็นทรงสี่เหลี่ยมด้านเท่าเมืองของจีน โดยเฉพาะพระนครจึงต้องมีรูปแบบเป็นทรงจัตุรัสเพื่อให้สดคล้องกับกฎระเบียบที่มีอยู่ของจักรวาล นครปักกิ่งโบราณจึงเป็นเมืองที่มีแนวความคิดนี้ปรากฎเด่นชัดในผังเมืองมากกว่าเมืองใดๆ ในเมืองจีน
พื้นที่รอบเมืองปักกิ่งเป็นที่ตั้งหลักแหล่งของหมู่ชนมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ได้มีการค้นพบกะโหลกมนุษย์ปักกิ่ง (Sinanothropus pekinenes) ที่หมู่บ้านโจวโข่วเตี้ยน (Zhoukoudian) เป็นข้อยืนยันพิสูจน์ข้อเท็จจริงนี้ นับแต่ ค.ศ.1000 เป็นต้นมา นครแห่งนี้ได้ทำหน้าที่เป็นพระราชฐานหลักและรองของหลายราชวงศ์ ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 13 ในรัชกาลของจักรพรรดิกุบไลข่านแห่งราชวงศ์มองโกลเมืองแห่งนี้ได้ชื่อว่าเมืองคานบาลิค (Khanbaliq ซึ่งแปลว่าเมืองของท่านข่าน) และมีความเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในฐานะพระราฐานหน้าหนาวของจักรพรรดิหลายพระองค์
จักรพรรดิหย่งเล่อเป็นสถาปนิกและผู้วางผังเมืองในปี ค.ศ.1421 พระองค์ได้ทรงย้ายฐานราชการจาดเมืองหนานจิงมายัง เมืองเป่ยผิง (Beiping ซึ่งแปลว่าสันติภาพแห่งอุดรทิศ) ซึ่งในที่สุดได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นเป่ยจิง (Beijing ซึ่งแปลว่าเมืองหลวงแห่งอุดรทิศ) แต่เมืองนี้มีชื่อเรียกต่างๆกันไปในต่างถิ่น เช่นในประเทศไทยเรียกว่าปักกิ่ง และในประเทศตะวันตกในยุคก่อนเรียกว่า เพกิ่ง (Peking)
หย่งเล่อจักรพรรดิหมิงพระองค์ที่ 3 ได้วางแผนสร้างเมืองตามรูปแบบการทำนายแบบโบราณ ซึ่งใช้ดินทรายโปรยลงบนพื้นเพื่อตีความนัย การทำนายนี้ตั้งอยู่บนหลักการของ “ลมและน้ำ” ซึ่งหมายจะให้เกิดความเสมอภาค กลมกลืนระหว่างชีวิตมนุษย์และธรรมชาติ เมืองปักกิ่งตั้งอยู่บนที่ราบซึ่งเปิดลงไปทางใต้ และอยู่ใต้เขาน้อยใหญ่ที่วางตัวเป็นครึ่งวงกลมทางอุดร ผังเมืองของที่นี่จึงมีอาคารต่างๆ หันหน้าไปทางทิศใต้เช่นเดียวกับลักษณะทำเลของเมือง ทั้งนี้เพื่อป้องกันพลังหยิน เช่น อากาศหนาวจากไซบีเรียหรือข้าศึกศัตรูจากทุ่งหญ้าสเต็ปป์ ส่วนทางด้านใต้เปิดรับพลังอบอุ่นของหยาง ดังนั้นการที่ประตูเซี่ยนเหมินซึ่งเป็นประตูเมืองทางทิศใต้มีความงาม ขนาดและความศักดิ์สิทธิ์มากที่สุดจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เขาถ่านหิน (หรือจิงซาน Jingshan) ทางตอนเหนือของพระราชวังเป็นจุดที่มีดินฟ้าอากาศโปร่งสบายและสามารถมองลงมาเห็นเมืองปักกิ่งได้ทั้งหมด สนใจทัวร์จีน ติดต่อ>>> http://merrybrighttravel.com/TourChina.html
พื้นที่รอบเมืองปักกิ่งเป็นที่ตั้งหลักแหล่งของหมู่ชนมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ได้มีการค้นพบกะโหลกมนุษย์ปักกิ่ง (Sinanothropus pekinenes) ที่หมู่บ้านโจวโข่วเตี้ยน (Zhoukoudian) เป็นข้อยืนยันพิสูจน์ข้อเท็จจริงนี้ นับแต่ ค.ศ.1000 เป็นต้นมา นครแห่งนี้ได้ทำหน้าที่เป็นพระราชฐานหลักและรองของหลายราชวงศ์ ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 13 ในรัชกาลของจักรพรรดิกุบไลข่านแห่งราชวงศ์มองโกลเมืองแห่งนี้ได้ชื่อว่าเมืองคานบาลิค (Khanbaliq ซึ่งแปลว่าเมืองของท่านข่าน) และมีความเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในฐานะพระราฐานหน้าหนาวของจักรพรรดิหลายพระองค์
จักรพรรดิหย่งเล่อเป็นสถาปนิกและผู้วางผังเมืองในปี ค.ศ.1421 พระองค์ได้ทรงย้ายฐานราชการจาดเมืองหนานจิงมายัง เมืองเป่ยผิง (Beiping ซึ่งแปลว่าสันติภาพแห่งอุดรทิศ) ซึ่งในที่สุดได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นเป่ยจิง (Beijing ซึ่งแปลว่าเมืองหลวงแห่งอุดรทิศ) แต่เมืองนี้มีชื่อเรียกต่างๆกันไปในต่างถิ่น เช่นในประเทศไทยเรียกว่าปักกิ่ง และในประเทศตะวันตกในยุคก่อนเรียกว่า เพกิ่ง (Peking)
หย่งเล่อจักรพรรดิหมิงพระองค์ที่ 3 ได้วางแผนสร้างเมืองตามรูปแบบการทำนายแบบโบราณ ซึ่งใช้ดินทรายโปรยลงบนพื้นเพื่อตีความนัย การทำนายนี้ตั้งอยู่บนหลักการของ “ลมและน้ำ” ซึ่งหมายจะให้เกิดความเสมอภาค กลมกลืนระหว่างชีวิตมนุษย์และธรรมชาติ เมืองปักกิ่งตั้งอยู่บนที่ราบซึ่งเปิดลงไปทางใต้ และอยู่ใต้เขาน้อยใหญ่ที่วางตัวเป็นครึ่งวงกลมทางอุดร ผังเมืองของที่นี่จึงมีอาคารต่างๆ หันหน้าไปทางทิศใต้เช่นเดียวกับลักษณะทำเลของเมือง ทั้งนี้เพื่อป้องกันพลังหยิน เช่น อากาศหนาวจากไซบีเรียหรือข้าศึกศัตรูจากทุ่งหญ้าสเต็ปป์ ส่วนทางด้านใต้เปิดรับพลังอบอุ่นของหยาง ดังนั้นการที่ประตูเซี่ยนเหมินซึ่งเป็นประตูเมืองทางทิศใต้มีความงาม ขนาดและความศักดิ์สิทธิ์มากที่สุดจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เขาถ่านหิน (หรือจิงซาน Jingshan) ทางตอนเหนือของพระราชวังเป็นจุดที่มีดินฟ้าอากาศโปร่งสบายและสามารถมองลงมาเห็นเมืองปักกิ่งได้ทั้งหมด สนใจทัวร์จีน ติดต่อ>>> http://merrybrighttravel.com/TourChina.html
Subscribe to:
Posts (Atom)